2551/04/30

ปิดหู ยกหาง

เสียงเพลง
ปลุกเร้า
ความรู้สึก
แผ่ซ่าน
รับรู้ รับฟัง
รับรสท่วงทำนอง

ภาพสะท้อน
ใช่ของจริง
ถ้าหลงมอง
อาจติดกับ
รับรู้ รับฟัง
ส่ำเสียงอื้ออึง

ร่ำร้อง
จากภายใน
เร่งเร้า
จากภายนอก
รับรู้ รับฟัง
ตกอยู่ตรงกึ่งกลาง

ก๊องแก๊ง
สองเสียงกระทบ
เลือกไป
ตามคำเร้า
รับรู้ รับฟัง
เพียงเสียงเดียว

โลดแล่น
ไม่ลดละ
ตามติด
จนติดพัน
รับรู้ รับฟัง
แต่แล้วกลับเงียบหาย

เงี่ยหูค้นหา
ไม่มีเสียงใด
จึงหยุด
นั่งเฉยๆ
รับรู้ รับฟัง
เสียงภายในที่แห้งเฉา

จมดิ่ง
กลับยิ่งไพศาล
นิ่งงัน
กลับยิ่งเคลื่อนไหว
รับรู้ รับฟัง
พลังที่กลับฟื้น

เสียงเพลง
ยังปลุกเร้า
เข้ากับจังหวะ
การเต้นของหัวใจ
รับรู้ รับฟัง
เคลื่อนไหวตาม

เสียงข้างนอก
เดี๋ยวพูดเดี๋ยวหยุด
เสียงข้างใน
หนุนเนื่องไม่ขาด
รับรู้ รับฟัง
เปิดหูกว้างขึ้น

ยิ่งกว้าง
ยิ่งลึก
ยิ่งเปิด
ยิ่งได้ยิน
รับรู้ รับฟัง
รับรสจากหัวใจ

ก๊องแก๊ง
กระทบกระทั่ง
กลั่นกรอง
แล้วเลือกเอา
รับรู้ รับฟัง
จึงร่ายรำจากภายใน

2551/04/27

วันนี้...แย่จัง

เอื่อย เฉื่อย และเนือย
ชีวิตพร่ามัวเหมือนควันไฟ
เผาไหม้ให้แสบตาจนน้ำตาไหล
จะไปทางไหนดี

เด็กนักเรียน
เราเคยมั่นใจที่จะสอนเขาหรือ
ไม่เลย ไม่เลย
สิ่งที่ทำไปทั้งหมด ทำไปทำไม
ไม่ทุ่มเทหรือ ก็ไม่ใช่
แค่ยังไม่อยากผูกมัด
เพราะเราอยากไปให้ไกลกว่านี้
ยังมีเส้นทางมากมายนักให้ค้นหา
เรายังไม่อยากหยุด

แล้วทำไมต้องว่า ทำไมต้องประณาม
โลกที่มันบีบคั้นเราอยู่นี้
มันเป็นโลกจริง
หรือว่าเป็นมายาที่เราเข้าใจว่ามันคือของจริง
ขาที่ก้าวข้ามไม่ได้
ติดอยู่ครึ่งๆกลางๆ
เรามันโชคดีกว่าคนอื่น
มันเลยเท่ากับว่าไม่เอาไหน

ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิต
อยากอยู่บนหลังคาไปเรื่อยๆ
อยากนอนหลับ
แล้วตื่นมาเพื่อพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน
อยากจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
อยากเป็นคนไม่มีความมุ่งหวังใดๆเลย
อยากเป็นคนปกติ
อยากเป็นคนที่คิดอะไรเหมือนๆคนอื่น
เพราะคนที่แตกต่างกลายเป็นคนไร้ความสามารถ
เกิดมาเคยไหมล่ะที่จะอยู่ได้ถูกที่ถูกทาง
ไม่เคยเลย

เมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

2551/04/26

ขาดการติดต่อ

ทำไมต้องเศร้าด้วยเล่า
ความคาดหวัง และพลาดหวังใช่ไหม
มากเกินไปหรือเปล่าที่เราจ่อมจมอยู่กับความคิดคนอื่น

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว
เมื่อเห็นตัวเองในกระจกแล้วต้องถามตัวเองว่า
นั่นตัวเราหรือนี่ ทำไมดูไม่ได้ขนาดนี้
และเสียงตอบรับจากภาพในกระจกก็ยืนยันได้ชัดเจน

แล้วเราก็ตัดสินใจตื่นตีสี่ครึ่งทุกวัน
และกำหนดเวลา class ส่วนตัวตอน 8 โมงครึ่ง
สิ่งเหล่านี้ ต้องใช้พลังใจมากมายอย่างที่ใครๆคงนึกไม่ถึง
ผลเริ่มมาให้เห็นแค่วันที่ 3 ของการซ้อมอย่างบ้าระห่ำนี้
เมื่อได้รู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนภายในร่างกาย
คลิก เข้าที่ และความรู้สึกดีๆก็ไหลบ่าออกมาจากภายใน
ใช่...การเต้นทำให้เรารู้สึก "เต็ม" อย่างนี้ได้นี่เอง
นานเท่าไหร่แล้วนะที่ร้างลาจนลืมเลือน
มันกลับมาแล้ว ช่างเป็นความสุขเสียจริง
สุขจากภายใน สุขด้วยตัวของมันเอง
ไร้ซึ่งการตัดสินใดๆ

การซุ่มซ้อมดำเนินมาด้วยพลังใจอันกล้าแข็งจนกระทั่งวันศุกร์
ตัดสินใจว่า วันนี้แหละเราจะกลับไปเข้า class อีกครั้ง
เราพร้อมแล้ว เรามีความรู้สึกดีๆกับตัวเองแล้ว
ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย
เรามั่นใจ

แต่สิ่งที่คาดหวังไม่อาจะเป็นดังที่หวังได้ทุกครั้ง
เมื่อเราต้องสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง
เพราะคาดหวังเสียงตอบรับจากภายนอกมากจนเกินไป
จนลืมจะใส่ใจความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นจากภายใน
วันนั้นเราเต้นท่ามกลางสายตาคนอื่นอย่างหลุดลอย
สิ่งที่ซ้อมมาทั้งหมด เรากลับทำไม่ได้สักอย่าง
ขาดการสื่อสารกับตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งคาดหวัง ยิ่งเสียศูนย์ ยิ่งทำไม่ได้
ความรู้สึกดีกลับตกวูบลงสู่หุบเหวทันที

ไร้สาระอะไรเช่นนี้เมื่อเรามาย้อนคิด
เพราะคาดหวังภายนอก จนเสียงจากภายในเงียบหายไป
แล้วพอขาดการติดต่อ อะไรๆก็แหลกเหลว
งี่เง่าเหลือประมาณ

2551/03/27

ทิเบตกับเรา

พรุ่งนี้แล้วสินะ Dance Day ครั้งที่เท่าไหร่แล้วหนอ
ใช่เลย ลดความอ้วนเร่งด่วน หักดิบ 10 วัน และทำทุกอย่างที่ทำได้
สัปดาห์ที่ผ่านมาเลยทั้งเหนื่อย และทั้งหนัก ยุ่งวุ่นวายไม่มีเวลา
มันก็ไม่เลวนักหรอก กับชีวิตอย่างนี้
แต่เมื่อวานนี้ตอนที่ได้เข้าไปดูเว็บไซต์ INEB
เมื่อเช้าที่ได้ภาพในจอทีวีที่ไร้เสียง เป็นภาพปัญหา Tibet
เราถามตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่หนอ ทำอะไรอยู่ที่นี่
แล้วเราจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ เราจะทำอะไร
Dance Day ทำอะไรให้กับโลกบ้าง
โลกวุ่นวายเหลือเกิน แล้วเราทำอะไรอยู่
เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อเต้นรึเปล่า
เรารู้แต่ว่า เรานึกภาพชีวิตตัวเองตอนที่ไม่ได้เต้นไม่ออก
ถ้าเราจะมีภาระหน้าที่ใดๆในโลกนี้
ก็คงจะหนีไม่พ้นการใช้จิตวิญญาณของเราสื่อสารข้อความ
ผ่านออกมาทางทักษะที่เราคลุกคลีอยู่กับมันมา 10 กว่าปี
เราจะให้อะไรคืนกับโลกได้บ้าง จากสิ่งที่เราทำ
จริงๆแล้ว โลกไม่ได้ต้องการให้เราคืนอะไรให้หรอก
เรารู้แต่ว่า การที่เราคิดถึงตัวเองให้น้อยลง
มันจะยิ่งทำให้เรา connect กับตัวเองได้มากขึ้น
เพราะมันจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป
และในการทำงาน เราจะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวภายใน
การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจ
เรารู้สึกว่าเรามีชีวิตในกำมือ และเราจะใช้มันรังสรรค์สิ่งที่ดีๆได้
ฟังดูซับซ้อน เวิ่นเว้อ และไร้สาระ
แต่จะเอาสาระไปทำอะไรล่ะ
ในเมื่อหลายๆครั้งอารมณ์ความรู้สึกสำคัญกว่ามากนัก

เราจะมีประโยชน์อะไรกับโลกได้ไหม
สิ่งที่เรามี จะทำให้โลกเลิกทะเลาะกันได้ไหม
โอ้ ทิเบต

2551/02/29

คำตอบของสิ่งที่ฉันทำ...สัมผัส...เชื่อมโยง...inspired by รพินทรนาถ ฐากูร

I touch God in my song
as the hill touches the far-away sea
with its waterfall.

ฉันสัมผัสพระองค์ผ่านบทเพลงของฉัน
ดังเช่นภูผาสัมผัสทะเลไกลผ่านธารน้ำตก

รพินทรนาถ ฐากูร


--------------------------------------------------------------------------------


ชื่อของกวีผู้นี้ เคยได้ยินมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม
และไปได้หนังสือของท่านมาจากงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์
แต่ว่าด้วยวัย หรือประสบการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่
ทำให้ในครั้งนั้นอ่านงานของท่านไม่สู้จะรู้เรื่องเท่าไหร่
อ่านแล้วไม่ซึ้ง ไม่อิน ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
จึงเก็บหนังสือของท่านไว้ในชั้นวางหนังสือเสีย

จนวันหนึ่งไม่กี่สัปดาห์ก่อน พี่เล็กที่เจอกันที่ INEB
ได้พูดถึงท่านรพินทรนาถ ฐากูรขึ้นมา
กระตุ้นใจให้กลับไปหยิบหนังสือของท่านมาอ่านอีกครั้ง
ระยะเวลาอาจห่างจากเมื่อครั้งก่อนไม่กี่ปี
แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปมากมาย
อ่านแล้ว...น้ำตาซึม...แต่ไม่ใช่เซื่องซึม
ก็ไม่จำเป็นนี่ที่น้ำตาจะต้องออกมาจากความทุกข์
หรือออกมาจากความปีติสุขเท่านั้น
แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับว่าความรู้สึกข้างในมันเต็ม
เต็มจนมันล้นออกมา ไม่ใช่ความสุข หรือความเศร้าใดๆ
เป็นความเข้าใจ เข้าใจที่ทำให้เห็นแสงสว่างกลางหัวใจตัวเอง
พูดไปก็คล้ายๆคนบ้า ก็คงต้องให้เกิดกับตัวเอง จึงจะเข้าใจ


--------------------------------------------------------------------------------


...ฉันสัมผัสพระองค์ผ่านบทเพลงของฉัน...

บทเพลงของฉัน....งานที่ฉันสรรค์สร้าง
อาจไม่ใช่บทเพลง แต่เป็นสิ่งที่หัวใจของฉันต้องการสื่อสาร
คืองานทุกอย่างที่ฉันได้ทำขึ้นจากสิ่งที่ฉันคิดและศรัทธา
เพื่อสื่อสารถึง "พระองค์"...พระองค์คือใคร พระองค์อยู่ที่ไหน
สำหรับฉัน พระองค์คือจิตวิญญาณสากลในตัวของฉันเอง
พระองค์อาจคือ พระเจ้า ความจริง เต๋า ปรมาตมัน ฯลฯ
สำหรับตัวฉันเอง ฉันเชื่อว่า คำเหล่านี้แท้จริงคือสิ่งเดียวกัน
แต่จะตีความอย่างไร สุดแล้วแต่จริตของแต่ละคน
อันเป็นสิ่งที่ควรแก่การเคารพความเชื่อของบุคคลนั้น

ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่า คืองานของฉันเหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ฉันเขียน เพลงที่ฉันเล่น
ท่วงท่าที่ฉันเคลื่อนไหว ลมหายใจที่ถูกกำหนด
หรืออะไรก็ตามที่ฉันคิดฉันทำ ประกอบ หรือประดิษฐ์ขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้เองที่เชื่อมตัวฉันให้กลับไป "สัมผัส"
กับความรู้สึกข้างในของจิตใจฉันเอง
งานเหล่านั้นมีหน้าที่ในตัวของมันเอง
มันคือการสื่อสาร มันคือข้อความ
มันคือเส้นทางการเดินทางของฉัน...สู่ภายในจิตใจฉันเอง

ไม่ต่างจาก "ฉัน" ที่สัมผัส "พระองค์" ผ่านบทเพลง
ไม่ต่างจาก "ภูผา" ที่สัมผัส "ทะเลไกล" ผ่านธารน้ำตก
"ฉัน" สัมผัส "วิญญาณสากลภายใน" ผ่านงาน "ศิลป์" ที่ฉันแต่งแต้มไว้

ถึงตอนนี้...
ถามฉันสิ..ว่าฉันมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
ถามฉันสิ..ว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตฉันคืออะไร
ฉันออกเดินทางแล้ว เดินทางเข้าสู่ภายในของตัวฉันเอง
ฉันกำลังไปตามธรารน้ำตกเพื่อสัมผัสกับทะเลกว้างใหญ่
...ภายในใจของฉันเอง


--------------------------------------------------------------------------------



แต่ได้โปรดเถิด...
อย่าถามฉันเลยว่า...ฉันจะเชื่อมันไปอีกนานแค่ไหน
เพราะคำตอบนั้น ฉันไม่อาจรู้ได้เลย
...Only Time...

2550/12/05

เราต้องการอะไร

วันนี้เพื่อนมาขอความช่วยเหลือ
ให้เราคิดท่าเต้นเพื่อไปประกวดให้
เห็นเพื่อนสวยขึ้น รูปร่างดีเชียว
ไอ้เราก็อดอิจฉาไม่ได้
วันนี้วันพ่อ กินเยอะไม่รู้เรื่องเลยด้วย
ซ้อมเสร็จก็นั่งคุยกัน
เพื่อนถามถึงชีวิตที่ฮ่องกงว่าเป็นไงบ้าง
เหมือน rewind เทปม้วนเก่า
ภาพในวันเวลาเหล่านั้นย้อนกลับมาหมด
แปลก...ที่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ กลับมีแต่ภาพวันดีๆ
ส่วนวันที่เลวร้ายที่ทำให้เราตัดสินใจกลับมา
เรากลับลืมเลือนไปหมดแล้ว
นี่แหละ เรื่องตลกของชีวิต
ได้แค่บอกเพื่อนไปว่า ที่กลับมานี้
เพราะรู้สึกว่า อยู่บ้านเรา เราน่าจะตามความฝันเราได้มากกว่า
แต่จริงๆแล้ว...ช่างเถอะ เราลืมไปหมดแล้วล่ะ
จำได้แต่ว่าเรามีความสุขกับชีวิตเรา
ในโรงเรียน full time ballet school แค่ไหน
ชีวิตที่เกิดมาเพื่อเต้น ทุกลมหายใจคือการเต้น
อาหารทุกคำที่เข้าปาก ก็เพื่อการเต้น
ทุกๆวินาที อุทิศเพื่อ my artistic life
ที่ Ismael Ivo นักเต้นผิวดำ เคยบอกเราไว้ว่า
"...Enjoy your artistic life..."
ทุกๆเช้าที่ตื่นขึ้นมา เราอยากจะไปโรงเรียน
แม้ว่าหลังๆเพื่อนบางคนในห้องเรียน
จะแสดงอาการรังเกียจเราอย่างออกนอกหน้าก็ตาม
เราจะไปถึงก่อน 9 โมง เพื่อไปยืดเส้นยืดสาย
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าเรียน
เดินเข้าห้อง Locker เพื่อเก็บกระเป๋าเป้ใบโต
หยิบขนมปังกรอบที่เก็บไว้ใน Locker
แล้วราดด้วยน้ำผึ้งที่ใส่ไว้ขวดซอสที่เก็บไว้ด้วยกัน
หยิบแก้วน้ำที่มีฝาปิดเพื่อเก็บความร้อนออกมา
หยิบเสื้อหนาว และ leg warmer ทำจากไหมพรมสีสวย
หยิบพลาสเตอร์ยาพันเท้า กันเท้าพองติดมือมาด้วย ฃ
แล้วก็มาเกลือกกลิ้งบนพรมตรงระเบียงชั้น 3 นอนกับพื้น
แล้วยกขาขึ้นมาพาดไว้กับกำแพงสากๆ
ที่มี pointe shoes แขวนเรียงรายเต็มไปหมด
หลับอยู่ท่านั้นประมาณ 10 นาที ก่อนจะเปลี่ยนไปหลับท่าอื่น
จน 10 นาทีก่อนเข้าห้องเรียน ถึงลุกขึ้น
แล้วเลือกรองเท้าที่แขวนไว้ตรงกำแพงขึ้นมาคู่หนึ่ง
จากที่เรามีอยู่ 5 คู่ บนราวที่แขวนไว้เกือบ 100 คู่
ริบบิ้นสีชมพูของรองเท้าทั้ง 2 ข้างที่ผูกกันไว้พาดทิ้งไว้บนบ่า
แล้วหยิบแก้วน้ำที่เอามาจาก Locker ไปเติมน้ำ
แล้วเดินเข้าห้องเรียน เพื่อไปจองที่ยืนที่ถูกใจ
มือเกาะ Barre สะบัดขา ยืนตัว สารพัดวิธีจะวอร์ม


................................


................................

................................

(ข้อความที่เขียนไว้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2550 ใน bloggang
ชีวิตที่ฮ่องกงก็ไม่เลว จะว่าไปฉันมีความสุขกับการเรียนมากๆ
ตื่นมา 9 โมงเช้าก็เรียนบัลเล่ต์ 3 ชั่วโมง
บางวันก็เรียน dance education ...เรียนรู้วิธีการสอน
เสียดายที่มันเป็นภาษากวางตุ้งที่ฉันไม่ค่อยกระดิก
ดีที่มีเพื่อนชาวออสเตรเลียที่เกิดที่ฮ่องกงมานั่งแปลให้ฟัง
Thanks. Corinna…I miss you la.
บางวันก็เรียน anatomy อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษ
เพราะว่าในชั้นเรียนฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องกันหมด
มีเพื่อนชาวสิงคโปร์มาเรียนด้วย 2 คน ก็เรียนกัน 5 คนเอง
แล้วก็จำได้ว่าวันศุกร์ เราจะเรียน body condition กัน
จัดปรับร่างกายใน posture ต่างๆ โดยมีอุปกรณ์ช่วยมากมาย
คล้ายๆ pilates ที่กำลังเริ่มแพร่เข้ามาในประเทศไทย
ส่วนตอนบ่ายเรามีเรียน labanotation...การอ่านโน้ต
คล้ายๆดนตรี มีบรรทัด 5 เส้น ตัวโน้ต ตัวหยุด สนุกดี
ฉันเข้าเรียน contemporary dance ด้วย เป็นวิชาเลือก
แล้วก็เรียนวิชา choreography กับ Mr.John ชาวออสซี่
อ้อ...ฉันต้องเรียนโซโล่จากบัลเล่ต์เรื่องต่างๆด้วย
Miss Stella เป็นคนสอน เธอเป็นคนน่ารักมากๆ
เต้นสวย ยิ้มสวย ใจดี ฉันคิดถึงเธอที่สุดแล้วในตอนนี้
แต่ละวันฉันเลิกเรียนประมาณ 5 โมง
แต่ฉันจะอยู่ที่โรงเรียนจนถึงเกือบเที่ยงคืน ประตูปิดโน่นแหละ
ทำอะไรน่ะเหรอ...ก่อน 3 ทุ่ม ฉันจะอยู่ที่ห้องสมุด
ให้ตายเถอะ มันเป็นห้องสมุดในฝันของฉันจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ดนตรี การเต้น วรรณคดีต่างๆฉันสนใจทั้งนั้น
แถมยังมีเพลงให้ฟัง มีหนังให้ดูด้วย
ก็มันคือ Hong Kong Academy of Performing Art นี่นา
หลังจาก 3 ทุ่ม ห้องสมุดปิดแล้ว ฉันก็ไปอาบน้ำในห้อง locker
เพราะคนอื่นจะอาบกันตั้งแต่เลิกเรียน
แล้วก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว
ฉันไม่ชอบอาบน้ำที่อพาร์ทเมนต์ เพราะผู้ชายอยู่เยอะ แล้วก็ไม่สะอาด
แต่มันดีตรงที่มันอยู่เดินจากโรงเรียนไปแค่ 5 นาทีเท่านั้น
กลางคืนไม่มีรถแล้ว ก็เลยไม่มีฝุ่น ฉันก็เข้าบ้านแล้วขึ้นเตียงนอนได้เลย
อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ลงมาหมกที่ computer laboratory
ทำรายงานบ้าง....มีเหมือนกันแหละ แต่ว่าไม่หนักหนาเท่าตอนนี้
มันเป็นวิชาบังคับคือ civilization
ก็สนุกดี ไม่เครียดเลย
ตอนนั้นยังไม่เล่น bloggang ไม่งั้นคงนั่ง up blog ทั้งคืน
ก็ได้เขียนกลอนใน Thaipoem มั่ง
font ภาษาไทยก็ไม่มีก็เลย search หาพยัญชนะ-สระ
แล้วก็ copy paste เอาทีละตัว
บางวันก็เขียนไดอารี่ใน bangkokcity มั่ง
กลับไปอ่านตอนนี้ ยังมองเห็นภาพวันเวลาเหล่านั้นได้ชัดเจนเหลือเกิน

................................


................................


................................

เรานั่งฝอยให้เพื่อนฟังจนได้เวลากลับบ้าน
แล้วเราก็ต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง
โลกที่ความใฝ่ฝันมันไกลห่างออกไปทุกที
เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เรายังอยากจะเต้นอยู่รึเปล่า
เราคิดถึงชีวิตอย่างนั้น แต่สำหรับชีวิตตอนนี้
มันดูเป็นเส้นขนานกัน ก็เท่านั้นเอง
โรงเรียนเต้น "สุดที่รัก" ของเราก็ทำเราช้ำอีกแล้ว
เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะโรงเรียน "สุดที่รัก"
ที่เราอยู่กับมันมา 17 ปีนี่รึเปล่า
ที่ทำให้ไฟเรามอดดับลงทุกวันๆ
เราปฏิเสธการไปปรากฎตัว
เราปฏิเสธการเข้าเรียน
จิตใจเราพยายามจะหลีกหนีจากการสอน
แต่เรารักชีวิตของเราที่ฮ่องกง
จริงๆแล้วเราต้องการอะไรหนอ
...เราต้องการอะไร...

2550/11/25

ศิลปะที่อันไร้ค่าในความรู้สึก

เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า
เพียงแค่การเต้นนั้น
มันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเพียงพอ
เมื่องานประกวดดัชชี่ที่ผ่านมาเราแทบทนไม่ได้
กับการที่พบว่า สิ่งที่ศิลปะทำได้
มันก็เพียงแค่รับใช้โจทย์ตื้นๆ
ที่ลัทธิทุนนิยมกำหนดขึ้น
รู้สึกเพียงว่า...มันไร้ปัญญา...
และไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตเลย

วันนี้มีธุระแถวๆสุขุมวิท
เราเห็นเด็กญี่ปุ่นทำผมมวย
ดูแล้วรู้เลยว่าจะไปเรียนบัลเล่ต์
รู้สึกขึ้นมาตะหงิดๆว่า
ทำไมศิลปะบางประเภทถึงต้องถูกผูกขาด
ทำไมมันถึงต้องมี "ภาพลักษณ์"
ของคนเรียนบัลเล่ต์ด้วย

และสิ่งที่เราต้องทำ
ก็รู้สึกว่ามันขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ
เรากำลังหลอกตัวเองอยู่
สิ่งที่เราทำกับสิ่งที่เราเชื่อมันสวนทาง
เราจะหลอกเด็กและผู้ปกครองไปได้อีกนานเท่าไหร่
จิตวิญญาณภายในของเรามันเหมือนอยู่ในอีกโลก
เราไม่สามารถเปิดใจสื่อสารกับเด็กๆได้
พอๆกับที่เราไม่สามารถยอมรับตัวเองได้
...มันขัดแย้ง...

เป็นอีกครั้งที่เราหาทางเลือกใหม่ให้กับการเต้น
Dance Therapy ผุดเข้ามาในหัวอีกครั้ง
เราไม่อยากจะใช้การเต้นเป็นเครื่องมือ
เอาไว้ให้คนกลุ่มหนึ่งปู้ยี่ปู้ยำโลก
พรสวรรค์และความสนใจที่พิเศษ
ย่อมมากับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เสมอ
Danial บอกว่า Dance world needs you.
แต่เราบอกกับตัวเองว่า
Actually, the whole world needs me.

เมื่อเรามองไปยังลำแสงจ้า
เราจะตาพร่าไม่เห็นอะไรเลย
แต่เมื่อเรามองไปยังความสว่าง
ที่ลำแสงนั้นก่อเกื้อให้เกิดขึ้น
เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน

การเพ่งมองและรุดก้าวไปยังความฝันเจิดจ้านั้น
สายตาและความรู้สึกพร่ามัวจะพร่ามัว
จนพลัดหลง และทำร้ายผู้คนบนเส้นทาง
แต่การมุ่งหน้าไปยังลำแสงจ้า
โดยมองไปยังความสว่างไสวที่เกิดจากลำแสงนั้น
เส้นทางนั้นจะชัดเจน และมีเป้าหมายที่มั่นคง

การเต้นเพื่อตัวเอง ชีวิตคงแห้งแล้งเกินไป
เราเชื่อว่าเส้นทางของ Dance Therapy
จะทำให้ชีวิตของเรามีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่
แต่เราจะไหวไหมหนอ

2550/10/29

ตัวแบบ

มันก็ตลกดีที่พบว่า เมื่อวานเรามีความสุขมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศซ้อมหรืออย่างไร
แต่การเต้น contem นั้น เรารู้สึกเหมือนกับว่า
ได้ปลดปล่อยพลังบางอย่างออกไป
ไฟในตัวเราได้รับการปลุกปลอบขึ้นอีกครั้ง
จะว่าไปเหนื่อยแทบตาย แต่หายเป็นปลิดทิ้ง
ทุกครั้งที่เรานึกถึงเขา
ผู้ชาย 2 คนนั้นที่มีอะไรคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ผิดกันแต่ว่า คนหนึ่งยังอยู่ อีกคนหนึ่งจากไปแล้ว

ในเวลาซ้อมที่แสนทรมานนั้น ได้แต่ถามตัวเองว่า
เป็นมืออาชีพเพียงพอไหม ทำไมแค่นี้จะทนไม่ได้
ก็ในเวลาซ้อมนี้แหละที่เราจะบริหารไฟศิลปินในตัว
ในเมื่อไม่อยากจะเป็นแค่ dancer
ที่หลายครั้งแทบจะแยกจากกะหรี่ไม่ได้
เราก็ต้องเต็มที่กับการซ้อมที่สุด

เหนือสิ่งอื่นใด นั่นเพราะเรามีแบบอย่างให้เรายึดถือ
..อ่อนโยน ยิ้มง่าย อะไรก็ได้ และเต็มที่ทุกครั้ง...
เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เป็นแบบนั้น
ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครๆรักเหมือนเขา..แบบอย่างของเรา
แต่อยากให้อย่างน้อยมีสักคนในวันหนึ่งข้างหน้
นึกถึงเราว่าเรานั้นเหมือนกับคนคนนั้น ก็คงปลาบปลื้มเหลือเกิน
แต่นั่นก็คงจะยากเย็นมากมายนัก
ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เราสนุกกับการซ้อม
และสนุกกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว

เรารู้สึกเลยว่า เราเต้นด้วยใจรัก
แค่เพียงนึกหน้าเขาตอนร้องเพลง
สายตาที่พริ้มหลับ และใบหน้าที่อ่อนโยน
เหมือนกับว่า เขามีความสุขในการร้องเพลงอย่างมากมาย
ก็แล้วทำไมเรามีความสุขกับการเต้นอย่างมากมายไม่ได้
ใช่ แล้วเราก็มีความสุขเหลือเกิน เมื่อวานนี้
อะไรนอกกาย เราไม่สน
แค่เราได้เต้น แค่นั้นโลกก็หยุดหมุนแล้ว

ด้วยความระลึกถึง
เด็กหญิงบนหลังคา

2550/10/26

สิ่งที่เกิดขึ้น

อะไรน่ะเหรอที่เกิดขึ้น
ก็...แค่เต้นไม่ได้แค่นั้นเอง
คาดหวังสูง ก็ผิดหวังมาก ก็เท่านั้น
ความรู้สึกเช่นนั้นกลับมาอีกแล้ว
ความอิจฉามันช่างเหมือนปีศาจหลอกหลอน
ฉันรักการเต้นรึเปล่า ฉันรักมันนี่นา
ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขกับมันล่ะ
เพราะความคาดหวังกับตัวเองที่มากเกินไปรึเปล่า
มากเกินกว่าที่เราจะรองรับมันได้

เรียนเสร็จก็เดินกลับบ้าน เดินไปฟัง ipod ไป
อัดเสียงสัมภาษณ์เก่าๆเมื่อ 5 ปีที่แล้วจาก greenwave ไว้
ได้ยินพี่เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธนะ บอกว่า...
พี่โจ้ดูเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเวลาเขาอยู่บนเวที
และยังมี พี่บี๋ คณาคำ อภิรดี บอกว่าคนคนนี้ร้องเพลงด้วยหัวใจ
ใช่ ใช่เลย ฉันเห็นด้วย พี่โจ้ดูมีความสุขที่สุดในโลกจริงๆ
บางทีในชั่วขณะที่เขาร้องเพลง
อาจจะเป็นเวลาที่เขาได้เป็นอิสระจริงๆก็ได้
และนั่นทำให้เขากลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่อั๋น ภูวนาท คุนผลิน พูดไว้ด้วยว่า
ศิลปินไทยหาคนที่จะเรียกว่าเป็นศิลปินค่อนข้างยาก
อย่างพี่โจ้เนี่ย เป็นศิลปินจริงๆ
คือว่าไม่ใช่แค่ร้องเพลงเพราะ
แต่ร้องอย่างคนที่ตั้งใจจะสื่อสาร บอกเล่า
ถ่ายทอดความรู้สึกตรงนั้นจริงๆ
เป็นคนที่อ่อนโยนมากๆ และสุภาพมากๆที่สุดแล้ว
และมีรอยยิ้มที่เราต้องยิ้มตอบทันที

แล้วตัวฉันเองล่ะ จริงๆแอบดีใจเหมือนกัน
เพราะเช่นเดียวกับพี่โจ้ บนเวทีในขณะที่ฉันกำลังแสดง
ฉันก็รู้สึกเป็นอิสระและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตที่สุด
การแสดงทุกครั้งที่ผ่านมา ฉันทำมันด้วยหัวใจ
และฉันก็ไม่ได้เพียงอยากเป็นนักเต้นที่แค่เต้นสวยเท่านั้น
แต่ฉันอยากจะเป็น "ศิลปิน" จริงๆ

จะมากไปมั้ย ถ้าจะบอกว่า ฉันอยากจะเป็นเหมือนพี่โจ้
และขอขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันในเวลาอย่างนี้
ทำให้ฉันพร้อมที่จะเปิดใจให้ยินดีกับสิ่งที่ฉันทำอีกครั้ง
ฉันจะมีความสุขกับการเต้น เพราะความสุขเหมือนสายน้ำ
คนที่มีความสุขกับงานศิลป์ของตัวเองเท่านั้น
ที่จะสามารถส่งผ่านความสุขไปยังผู้เสพได้
ฉันจะเต้นด้วยหัวใจอีกครั้ง เหมือนอย่างที่ฉันเคยเป็นมา
ฉันอยากให้ผู้คนจำฉันได้

และถ้าวันหนึ่งฉันต้องลาโลกนี้ไป
ฉันจะไม่ยอมให้ผู้คนมาอำลาฉันด้วยคราบน้ำตา
แต่ฉันอยากให้มีเพียงเซ็งแซ่ว่า
ฉันใช้ชีวิตของฉันเพื่อที่จะบรรลุซึ่งความใฝ่ฝันอย่างเต็มที่แล้ว
ดังนั้น การจากไปของฉัน ไม่ได้น่าเสียดาย
หากจะเป็นที่จดจำตลอดไป

...คิดถึงพี่โจ้...
จาก เด็กหญิงบนหลังคา

เมื่อฉันจิตตก และคิดถึง Pause

เย็นนี้ฉันมีเรียนบัลเล่ต์
จากที่เคยเรียนทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง
เดี๋ยวนี้เหลือเพียงสัปดาห์ละครั้งก็เก่งแล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ฉันก็ไปเรียน
แต่ก็เรียนไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็ขอกลับบ้าน
เหตุผลทั้งหมดนั่นเป็นเพราะคำพูดของคนคนหนึ่ง
ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรจะต้องใส่ใจ
แต่การไม่ใส่ใจไม่ใช่ว่าเราจะหลอกตัวเองได้นี่นา
คำว่า "อ้วน" คำเดียว มันทำให้ฉันหมดแรงเลยทีเดียว
...กลับบ้าน...ใจของฉันร่ำร้องเช่นนี้
งี่เง่าใช่ไหม ก็นี่แหละ เรื่องงี่เง่าๆที่ฉันอยากจะเล่า

แล้วสิ่งที่ฉันทำหลังจากเดินออกจากสตูดิโอก็คือ
เลี้ยวเข้าร้านขนมปัง แล้วซื้อทุกอย่างที่ฉันอยากกิน
มีตังค์ในกระเป๋านี่ ไม่กลัวอยู่แล้ว
อ้วนเหรอ ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ
บางทีฉันอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนรูปร่างดีก็ได้
แล้วฉันก็ทำในสิ่งที่เลวร้าย
เลวร้ายเกินกว่าจะบอกให้ใครรู้
ฉันทำอีกแล้ว
อย่างกักขฬะ
น่าขยะแขยง
และตะกละตะกราม
อย่าสงสัยเลย มันไม่น่ารู้หรอก

ฉันเข้าสู่ช่วงจิตตกนับแต่นั้นมา
วันต่อมาเป็นวันเสาร์
ฉันมีสอน แต่ฉันซังกะตาย
มันก็เป็นเพียงแค่ละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น
ที่ฉันจะต้องปั้นหน้า และแสดงบทบาท
ว่าฉันเป็นครูที่ดี เป็นนักเต้นที่เก่ง และมีวินัย
และฉันนี่แหละ ที่จะสร้างน้องๆรุ่นต่อไป
ให้ไม่เป็นเพียงนักเต้น ที่เพียงแต่เต้นได้
แต่จะต้องเป็นศิลปินที่นำเสนอผลงานและแนวคิดของเขา
ผ่านท่วงท่าแห่งลีลาและทำนองของการเคลื่อนไหว
ใช่ นั่นคือความฝันของฉันเอง
และฉันจะถ่ายทอดมันไปสู่นักเรียนของฉันด้วย

ฉันเล่นละครเพื่อกลบความหดหู่ในจิตใจ
ฉันไม่แข็งแกร่งพอจะข้ามธารความสิ้นหวังนี้ไปได้
ฉันท้อ และเบื่อหน่ายตัวเอง ที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
ฉันกลับเข้าสู่โลกของความซึมเศร้าอีกแล้ว
ความซึมเศร้าที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นโรครึเปล่า
รู้แต่ว่า 2 ปีมานี้ มันวนเวียนอยู่ในชีวิตฉันไม่ห่าง
ตอนบ่ายของวันเสาร์ที่ฉันควรจะซ้อมเต้น
ฉันกลับเบี้ยวตัวเอง หนีไปเดินเล่น ไปหาขนมกิน
เพราะหวังว่ามันจะช่วยเยียวยาอารมณ์ที่ไม่ปกตินี้ได้

แล้วฉันก็ได้มีโอกาสดู MV เก่าๆเพลงหนึ่ง โดยบังเอิญ
ยังจำวง Pause กันได้อยู่รึเปล่า
ฉันสงสัยว่า ถ้าวันนี้พี่โจ้ยังอยู่ จะเป็นอย่างไรหนอ
เขาจะอยู่ในหัวใจของใครหลายๆคนเหมือนตอนนี้รึเปล่า
หรือว่าเขาจะถูกคลื่นลูกใหม่กลบทับ ซัดลงท้องทะเล
เหมือนๆกับนักร้องเก่าๆหลายคนในปัจจุบัน
ทำไมคนที่จากไปแล้วเท่านั้นถึงกลายเป็นตำนาน
ทำไมคนที่ยังอยู่กลับถูกลืมเลือน

MV เพลงมีเพียงเรา กับรอยยิ้มของพี่โจ้
มันทำให้ฉันสงสัยว่า เจ้าของรอยยิ้มนั้น
เจ้าของแววตาสดใสคู่นั้น เขาฆ่าตัวตายได้อย่างไร
และยิ่งดู ฉันก็ยิ่งรู้สึก "สะท้านใจ" ต่อแววตานั้น
เพราะรอยยิ้มและความหวังในดวงตาที่มองผ่านกล้อง
มันเข้ามากระทบกับสิ่งที่อยู่ในใจฉันอย่างจัง
ความหวังที่สดใสงดงามมันสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
มันเหมือนกับเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันลุกขึ้นสู้ต่อ
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาตัดสินใจที่จะปิดมันลงชั่วนิรันดร์
สิ่งที่ฉันทำได้ ก็คงเป็นเพียงเก็บรอยยิ้มและแววตานั้นไว้
เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นกำลังให้ฉันสู้ต่อไป
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ยังไงก็ขอบคุณที่สุดในหัวใจ

2550/10/25

อารัมภบท...แค่อยากเป็นศิลปิน

"ความเป็นเด็กทำให้หัวใจเราสดใหม่
และคงมีแต่ความฝันกับความหวังเท่านั้น
ที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของความเป็นเด็กนั้นเอาไว้ได้"

ชีวิตของนักเต้นที่ไม่อยากเป็นเพียงนักเต้น...ง่ายนักหรือ
เมื่อนักเรียนบัลเล่ต์คนหนึ่งไม่ต้องการเป็นเพียง dancer
หากดิ้นรนไขว่คว้าจะดำรงสถานะของ "ศิลปิน"
มันต้องทุ่มเททั้งจิตใจ และแลกด้วยชีวิตทั้งหมด
เกินไปหรือเปล่าที่พูดอย่างนี้
ไม่เลย เพราะทั้งหมดที่ทำลงไปนั้น
มันคือทั้งหยาดเหงื่อ และน้ำตา

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว
ในยามที่ความฝันสุกงอมเต็มที่
และผลิใบออกมาในความเป็นจริง
ฉันจากบ้านออกบินไปตามความฝัน
จากบ้านเกิด ไปออสเตรเลีย กลับมาฮ่องกง
แล้วกลับมานั่งเลียแผลอยู่ที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง
สุดท้ายได้เพียงฝันถึงวันเก่าๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วไฟก็เริ่มมอดลงทีละน้อยๆ
ผู้คนที่คุ้นหน้าที่เคยเป็นแรงผลักดันก็ห่างหาย
ชีวิตที่ไร้ซึ่งแรงบันดาลใจเป็นอย่างนี้นี่เอง
มันช่างว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย
ฉันกำลังตะกายขึ้นมาจากหลุมนั้นอยู่
ความฝันฉันยังไม่ตาย หัวใจฉันยังคงเต้น
ยัง ยังฝังความฝันของฉันตอนนี้ไม่ได้
ใครก็ได้ช่วยฉุดฉันขึ้นไปจากหลุมนี่ที
อนิจจา..เหลียวหารอบกายกลับไม่เห็นใครเลย

"ได้เพียงปล่อยให้แต่ละวันผ่านไปคล้ายกับความฝัน
ฝันไปว่า ฉันได้ไปเต้นรำบนหลังคา
แต่พอตื่นขึ้นมา ฉันก็ยังตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน"

สมุดไดอารี่เล่มเก่าๆ...เปิดอ่านทีไรก็ได้แต่ร้องไห้
สมเพชตัวเองเมื่อได้เห็นความฝันอันสดสวย
แล้วก็ได้แต่มองสิ่งที่เป็นไปในวันนี้ ห่างไกลออกไปทุกที
ฉันเห็นความภาคภูมิ ความเชื่อมั่น ความรักตัวเอง
แล้วสิ่งที่ฉันเป็นในวันนี้ มันคืออะไร
ฉันเห็นภาพตัวเองวิ่งตามหาอะไรบางอย่างมาตลอด
แล้ววันนี้ แต่ละเส้นทางที่ฉันเลือกเดิน มันวนกลับมาที่เดิม
ที่ผ่านมาทั้งหมดนั่นคืออะไร...ฉันเฝ้าถามตัวเอง
ทั้งหยาดเหงื่อและน้ำตาที่เสียไป...มันหายไปไหนหมด
มันหายไปเอง หรือว่าเรากันแน่ที่ทำหล่นหาย

ฉันแค่อยากจะเริ่มต้นเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความฝันของฉัน
อยากเร่งเชื้อไฟที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่
เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ความเป็นเด็กในตัวเรา ความใฝ่ฝันข้างในนั้นมันยังคงเหมือนเดิม
แต่อาจเหลือเวลาอีกเพียงไม่นาน
ก่อนที่มันจะเลือนหายไปอีกครั้ง



...I'll keep going en pointe and I'll die with my leg on the barre...